การชงชาให้มีรสชาติกลมกล่อม

หลายๆ คนคงเคยชงชาดื่มกันมาแล้ว ส่วนใหญ่จะนำชาใส่แก้วแล้วใส่น้ำร้อน พักไว้ซักพักก็ดื่มได้ แต่จริงๆ แล้วการชงชาถือว่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ชาจากแต่ละประเทศจะมีวิธีการชงที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น จีน หรือทางยุโรป นอกจากนี้แต่ละประเทศยังมีวิธีการดื่มหรือจิบชาที่เป็นวิธีการเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ สำหรับวิธีการชงชาของแต่ละประเทศและธรรมเนียมในการดื่มเราจะนำมาเสนอในภายหลัง สำหรับวันนี้จะเสนอวิธีการชงชาในแบบที่เราๆ ทุกคนสามารถชงดื่มกันได้ แบบไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ แต่ก็ได้รสชาติของชาที่ดีรวมทั้งประโยชน์ของชา โดยก่อนที่จะชงชาทุกครั้งควรลวกอุปกรณ์ในน้ำร้อนก่อน จากนั้นก็เริ่มชงชากันได้เลย

tea-brewing

ขั้นตอนในการชงชา

  1. ใส่ใบชาในกาประมาณ 1/6 -1/4 ของปริมาตรกา (รสนิยมในการดื่มชาของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนชอบรสขมเข้ม บางคนชอบรสชาติอ่อนๆ ดังนั้นจึงสามารถเพิ่ม – ลดปริมาณใบชาที่ชงได้ตามความชอบ)
  2. รินน้ำเดือดลงในกาชาครึ่งหนึ่งแล้วเททิ้งทันที น้ำแรกของการชงชาไม่ควรดื่มเพราะเป็นล้างและอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
  3. จากนั้นรินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็ม ปิดฝากาทิ้งไว้ประมาณ 30 – 60 วินาที (ไม่ควรแช่ใบชาในน้ำนานเกินไปเพราะจะทำให้ชามีรสขมและฝาดได้)
  4. รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ควรรินน้ำให้หมดกาเพราะการเหลือน้ำในกาไว้ แล้วใช้ชงในครั้งต่อไปจะทำให้น้ำชาที่เหลือมีรสขมและฝาดมากขึ้น ทำให้ชาที่ชงอีกครั้งเสียรสชาติ)
  5. ใบชาสามารถใช้ชงได้ 4 – 6 ครั้ง ในการชงแต่ละครั้งให้เพิ่มเวลาในการแช่ชาเป็นครั้งละ 10 – 15 วินาที (มีคนเคยบอกว่าคุณประโยชน์ของชามีอยู่เพียง 5 น้ำเท่านั้น)

ข้อควรระวังในการดื่มชา

  1. ไม่ดื่มชาที่แช่ชาไว้ค้างคืน ชาที่ร้อนจัด  และชาที่เข้มมากเพราะจะทำให้ท้องผูก
  2. หากชาเหลือทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเทใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้ แต่ไม่ควรเกิน 5 วัน
  3. ไม่ควรดื่มชาในขณะท้องว่าง หรือดื่มกับยาทุกชนิดเพราะจะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพได้

วิธีการเก็บรักษาใบชา

  1. อย่าใช้มือหยิบใบชาและควรเก็บใบชาไว้ในถุงเพื่อรักษาคุณภาพของชา
  2. อย่าใช้ภาชนะพลาสติกใส่ใบชาควรใช้กระปุกสุญญากาศ
  3. ใบชาที่ไม่แกะออกจากซองสามารถเก็บรักษาไว้ได้ 2 – 3 ปี แต่ว่าถ้าแกะแล้วควรนำมาชงและดื่มให้หมดภายใน 2 – 3 เดือน

หวังว่าวิธีที่เสนอในวันนี้จะทำให้ทุกคนสามารถชงชาดื่มกันได้อย่างอร่อยและดีต่อสุขภาพ ^_^