กาแฟ … ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

ปัจจุบันการบริโภคกาแฟได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกาแฟที่มีการโฆษณาว่า “ช่วยในการลดน้ำหนัก” ผลิตภัณฑ์กาแฟเหล่านี้ มีหลายยี่ห้อและหลายสตูร มีการโฆษณาอย่างมากมายในสื่อต่างๆ ซึ่งนำมาสู่ความกังขาว่า กาแฟเหล่านั้น ลดน้ำหนักได้จริงหรือ? ผลิตภัณฑ์กาแฟเหล่านั้น มีการเติมสารอื่นประกอบเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักด้วยหรือไม่? และจะมีผลเสียต่อสขุภาพหรือไม่อย่างไร?

ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์กาแฟ

จากการค้นคว้าหาข้อมูลของส่วนประกอบ ในผลิตภัณฑ์กาแฟดังกล่าวพบว่า ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีจาหน่ายในท้องตลาดและโฆษณาว่า “ช่วยลดน้ำหนัก” ได้มีการเติมสารประกอบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก เช่น อินูลิน, โอลิโกฟรุคโตส, สารสกัดถั่วขาว, สารสกัดโสม, แอล-คาร์นิทีน อีกทั้งยังมีสารให้ความหวาน (Intense sweeteners) เช่น อะซีซัลเฟม-เค, ซูคราโลส และแอสพาเทม สารประกอบเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ได้หรือไม่ จะกล่าวในรายละเอียดในบทความลำดับถัดไป ในที่นี้จะกล่าวในรายละเอียดเฉพาะส่วนประกอบที่เป็นกาแฟเท่านั้น

bigstock-Hot-Homemade-Black-Coffee-Drin-57740801

กาแฟและส่วนประกอบในกาแฟ

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ในกาแฟนั้นมีสารประกอบต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น ฟลาโวนอยด์ (แคทเทชิน, แอนโธไซยานิน), กรดคาเฟอิก, กรดเฟอร์รูริก, กรดนิโคทินิค, ไตรโกนิลลีน, กรดควิโนลินิก, กรดแทนนิค, กรด ไพโรแกลลกิ และ คาเฟอีน เป็นต้น

กาแฟสามารถลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่?

การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะให้ความสนใจ สารสกัดจากเมล็ดกาแฟเขียว (Green coffee extract) ซึ่งอุดมไปด้วย สารสาคัญดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น สารสกดัจากเมล็ดกาแฟเขียว พบได้มากในเมล็ดกาแฟดิบหรือที่เรียกว่าเมล็ดกาแฟเขียว คือเมล็ดกาแฟที่ยังไม่ผ่านการคั่ว แต่ก็พบได้ในเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่ว หรือกาแฟผงพร้อมชง ได้เช่นกัน แต่จะมีปริมาณน้อยกว่าในเมลด็กาแฟดิบ หรือเมล็ดกาแฟเขียวที่ยังไม่ผ่านการคั่ว เนื่องจากกระบวนการคั่วจะทำให้ปริมาณสารสกัดจากเมลด็กาแฟเขียวถูกทำลายไปบางส่วน จากงานวิจัยส่วนใหญ่ (รายงาน 8 ฉบับ จาก 10 ฉบับ) พบว่าการบริโภค กาแฟปริมาณพอเหมาะคือ ประมาณ 1-2 ถ้วยต่อวัน (1 ถ้วยมีปริมาตรประมาณ 150 – 200 มิลลิลิตร) เป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไปสามารถช่วยลดน้ำหนัก, ไขมันในร่างกายและรอบเอวได้โดยปริมาณ น้ำหนักที่ลดได้นั้นแตกต่างกันไป ในแต่ละการศึกษาวิจัย คืออยู่ในช่วง 1.35 – 5.9 กิโลกรัม ดังตัวอย่างรายงานวิจัยในตาราง

ตัวอย่างการศึกษาวิจัย

การศึกษาวิจัย

ผลการวิจัย

ศึกษาการบริโภคคาเฟอีนในชีวิตประจาวันของอาสาสมัครและจัดกลุ่มอาสาสมัครเป็น สองกลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนมาก (มากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน) และกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนน้อย (น้อยกว่า 300 มิลลกิรัมต่อวัน)

อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนปริมาณมาก (มากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน) น้ำหนักตัว, ปริมาณไขมันในร่างกาย และขนาดรอบเอวจะลดลงมากกว่า กลุ่มที่ได้รับคาเฟอีน ปริมาณน้อย (น้อยกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน)

ให้อาสาสมัครที่มีน้ำหนักเกินจำนวน 76 คน ดื่มเครื่องดื่มที่มีชาเขียวและคาเฟอีนผสมอยู่ โดยมีปริมาณอิพิแกลโลแคทเทชิน 270 มิลลิกรัม และคาเฟอีน 150 มิลลิกรัม ต่อวัน ดื่มทุกวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และกินอาหารที่ให้พลังงานน้อย และติดตาม เป็นเวลา 3 เดือน

อาสาสมัครมีน้ำหนักลดลง เฉลี่ย 5.9±1.8 กิโลกรัม หรือ 7.0±2.1% ของน้ำหนักตัว และแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (Margriet et al, 2005)

ให้อาสาสมัคร ที่มีน้ำหนักเกิน จำนวน 30 คน ดื่มกาแฟพร้อมชง ยี่ห้อหนึ่ง (ยี่ห้อ a) ซึ่งมีปริมาณสารสกัดจากเมล็ดกาแฟเขียว ปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักผงกาแฟพร้อมชง 2200 มิลลิกรัม โดยให้ดื่มกาแฟที่ชงด้วยผงกาแฟยี่ห้อ ดังกล่าว 11 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยเปรียบเทียบกับกาแฟ พร้อมชงทั่วไปอีกยี่ห้อหนึ่ง เป็นกลุ่มควบคุมโดยอาสาสมัครต้อง ดื่มกาแฟดำ ซึ่งไม่มีการเติมครีมเทียมหรือน้ำตาลลงไป และรับประทานอาหารปกติและออกกาลังกายปกติ

 

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการดื่มกาแฟเพื่อลดน้ำหนัก

การบริโภคกาแฟโดยมีวัตถปุระสงค์เพื่อ การลดน้ำหนักนั้น ควรดื่มกาแฟดำ ไม่ควรดื่มกาแฟที่เติมครีมเทียม และน้ำตาลในปริมาณมาก เนื่องจากครีมเทียมนั้นมีไขมันซึ่งจะมีส่วนในการทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่วนน้ำตาลนั้นทุกท่าน คงทราบดีว่าน้ำตาลนั้นให้พลังงานแก่ร่างกาย (4 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม) หากบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก ก็น่าจะมีผลเพิ่มน้ำหนักเช่นเดียวกัน และการบริโภคกาแฟในปริมาณมากเกินไปนั้น ก็อาจส่งผลเสียแก่ร่างกายได้เช่นกัน ได้แก่หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ ท้องเสีย มือสั่น ปัสสาวะถี่ขึ้น เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล บางคนอาจมีอาการมากหรือบางคนอาจไม่มีอาการดังกล่าวเลย ก็เป็นได้

ภญ. ดารวี ศิริพรหม
ภาควิชาอาหารเคมีคณะเภสชัศาสตร์มหาวิทยาลยัมหิดล

Reference

  1. Meletis C. Coffee-Functional Food and Medicinal Herb. Alternative&Complementary Therapies. 2006:7-13.
  2. Onakpoya I, Terry R, and Erst E. The Use of Green Coffee Extract as a Weight Loss Supplement: A Systematic Review and Meta- Analysis of Randomised Clinical Trials. Gastroenterology Research and Practice. 2010; 2011:1-6.
  3. Margriet S, Manuela P, and Eva M. Body Weight Loss and Weight Maintenance in Relation to Habitual Caffeine Intake and Green Tea Supplementation. Obesity Research. 2005; 13:1195-1202.
  4. Greenberg J A, Boozer CN, and Geliebter A. Coffee, diabetes, and weight control. The American Journal of Clinical Nutritiion. 2006; 84: 682-93.
  5. Tanaka K, Nishizono S, Tamaru S, et al. Anti-Obesity and Hypotriglyceridemic Properties of Coffee Bean Extract in SD Rats. Food Sci. Technol. 2009; 15:147-152.
  6. Thom E. The Effect of Chlorogenic Acid Enriched Coffee on Glucose Absorption in Healthy Volunteers and Its Effect on Body Mass When Used Long-term in Overweight and Obese People. The Journal of International Medical Research. 2007; 35:900- 908.

ที่มา : pharmacy.mahidol.ac.th