การเลือก เครื่องชงกาแฟ

สำหรับผู้ที่จะเปิดร้านกาแฟรายใหม่ การเลือก เครื่องชงกาแฟ สักหนึ่งเครื่อง น่าจะเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เนื่องจากเครื่องชงกาแฟเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มีการซื้อกันบ่อยๆ เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ข้อมูลในการเลือกซื้อจึงมีกันไม่ค่อยมาก

และในตลาดเครื่องชงกาแฟบ้านเรา ก็มีตัวแทนจำหน่ายหลายบริษัทที่นำ เครื่องชงกาแฟ มาจำหน่ายกันมากรุ่น หลายยี่ห้อ ซึ่งประสิทธิภาพ และราคา ก็แตกต่างกัน จึงเป็นคำถามขึ้นในใจว่า แล้วต้องเลือกจากอะไรก่อนดีล่ะ? ราคาเครื่อง? ขนาดเครื่อง? ยี่ห้อเครื่อง? หรือ บริษัทที่นำเข้าเครื่อง?

สำหรับมือใหม่ ควรดูทำเลที่ตั้งร้าน หรือจุดที่เราจะขายก่อน ดูอย่างไรหลายๆ ท่านมักจะคิดว่า ประมาณการขายไว้วันละไม่เกิน 50 แก้ว ใช้เครื่องชงหัวเดียวก็ได้ ถ้าทั้งวัน 50 แก้ว เครื่องหัวเดียวไม่มีปัญหาอะไร แถมประหยัดสตางค์ในกระเป๋าด้วย แต่ถ้าทั้งวัน 50 แก้ว แล้วร้านของเราอยู่ใกล้ออฟฟิศ หรือสำนักงานที่คนส่วนใหญ่มีเวลาพักเที่ยงเพียงแค่ 1 ชั่วโมงละ แน่นอนว่าชงไม่ทันแน่ๆ และยิ่งถ้าลูกค้าต้องรอนานๆ ด้วยแล้ว โอกาสที่จะไม่กลับมาอีกเลยมีสูง เมื่อวิเคราะห์จุดที่จะขายได้แล้ว ต่อมาก็เงินในกระเป๋า ตั้งงบใว้ในใจได้เลย แต่ก่อนตั้งงบเช็คราคาคร่าวๆ มาก่อนก็ดี ราคาเครื่องก็จะแบ่งได้ดังนี้ คือ

  • เครื่องชง Home use หรือ เครื่องที่ใช้ตามบ้าน ราคาประมาณ 8,000 บาท ไม่เกิน 30,000 บาท เครื่องกลุ่มนี้จะไม่เหมาะกับการทำธุระกิจ

01-2013-home-use

  • เครื่องชงกาแฟ ประเภท Small Business เครื่องชงหัวเดียวแบบเติมน้ำ ราคาประมาณ 35,000-70,000 บาท

01-2013-small-business

  • และ เครื่องชงกาแฟ แบบ Commercial ซึ่งจะมีราคาตั้งแต่ 80,000 ไปจนถึงหลายๆ แสนบาท

01-2013-commercial

พอจะรู้ราคาเครื่องคร่าวๆ แล้ว ก็ดูกันว่าตัวเครื่องเค้าจะต้องดูอะไรกันบ้าง

  1. ยี่ห้อของเครื่อง เครื่องชงกาแฟแต่ละยี่ห้อ ก็ผลิตมาจากหลายประเทศ แต่ประเทศที่ผลิตเครื่องชงกาแฟ แล้วได้รับการยอมรับมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นประเทศอิตาลี ซึ่งก็น่าแปลกที่ประเทศที่ไม่สามารถปลูกกาแฟได้ กลับเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีการชงกาแฟ ลำเลิศกว่าชาติใดในโลก แต่ก็ยังมีเครื่องชงจากอีกหลายสัญชาติที่ป็นที่ยอมรับได้แก่ เครื่องจากสเปน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เป็นต้น
  2. ลักษณะการทำงานของเครื่องชงกาแฟ เครื่องส่วนใหญ่มีลักษณะการทำงานที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือการใช้แรงดันส่งผ่านน้ำร้อนมาที่หัวชง แต่ค่ายไหนจะควบคุมแรงดันได้สม่ำเสมอ นั่นอีกเรื่องนึงครับ อีกเรื่องที่เป็นสิ่งสำคัญเลยสำหรับเครื่องชงกาแฟ คือ การควบคุมอุณภูมิน้ำของเครื่องชง เพราะเครื่องดื่มกาแฟ สำคัญมากที่อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ชงกาแฟ ผู้ผลิตเครื่องหลายราย จึงนำจุดขายที่เป็นเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำมาควบคุมอุณหภูมิของน้ำให้ได้ดีที่สุดมาใช้เป็นจุดขายของเครื่อง นี่เป็นเรื่องหลักๆ ในการตัดสินใจเลือกเครื่องส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะมีส่วนของ ระบบหัวชง ที่มีการควบคุมไม่ให้ร้อนจนเกินไป วัสดุที่ใช้ทำอุปกรณ์ภายใน โครงสร้างภายนอก หรือบางรุ่นอาจจะมีหน้าจอ หรือการควมคุมด้วยระบบอัตโนมัติ แบบหน้าจอดิจิตอลก็มี ซึ่งทั้งหมดนี้หลายๆ ยี่ห้อก็มีการพัฒนาจนได้มาตรฐานที่ไม่แตกต่างกันมาก
  3. Service และการบริการหลังการขายของแต่ละ Dealer เครื่องชงกาแฟ ก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ซึ่งแน่นอน ก็ย่อมต้องมีอายุของการใช้งาน จะสั้น หรือยาว ก็ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาของผู้ที่ใช้งานด้วย แต่ถ้าเครื่องของคุณมีปัญหาขึ้นมา อย่างแรกเลยก็คือการร้องหาคนที่จะเข้ามาซ่อมบำรุงใช่ไหมหล่ะ หลายๆ ตัวแทนจำหน่ายก็พยายามหากลยุทธ์ต่างๆเพื่อซื้อใจผู้บริโภคในด้านการบริการ ไม่ว่าจะเรื่องของการรับประกัน จะเห็นได้ว่าบางที่รับประกัน 1 ปี บางที่ 2 ปีก็มี หรือ ระยะเวลาในการเข้า Service ไม่เกินกี่ชั่วโมง หรือถ้าบริษัทที่มีศักยภาพมากหน่อยก็อาจทำเป็นศูนย์บริการกระจายตามภูมิภาคเลยก็มี เพื่อจะได้ให้บริการได้อย่างทันที การบริการเครื่องสำรองไปให้ใช้ฟรีๆ ระหว่างรอซ่อม เป็นต้น

นี่ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการให้คุณไปตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟกันนะ แต่ก็มีลูกค้าบางท่านที่อยากได้เครื่องชงกาแฟที่ล้ำสมัย ดีไซด์เครื่องสวยงาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่เข้ามาดื่มกาแฟ หรือเพื่อไปเป็นเครื่องประดับตกแต่งให้ตัวร้านดูไฮโซโก้หรูก็มีเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่งบประมาณที่คุณมี ความพึงพอใจของคุณเป็นหลัก ไม่มีอะไรบอกได้ว่าสิ่งไหน ยี่ห้อไหนดีที่สุด เพราะทุกเครื่องก็ได้รับการรับรองมาตรฐาน และมีบาริสต้าจากทั่วทุกมุมโลกใช้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ให้คุณลองเอามาเทียบกับเรื่องใกล้ๆ ตัวเช่น ถ้าคุณนั่งรถยุโรปยี่ห้อหรู กับรถเอเซีย ราคาเบาๆ สุดท้ายคุณก็ถึงที่หมายเหมือนกัน แต่ความสะดวกสบาย และความนุ่มนวลอาจต่างกัน แต่ก็อย่าลืมอีกอย่างนะครับว่า ถ้ารถยุปคันงามของคุณมันพัง ก็ต้องยอมรับกับค่า Service ที่คู่ควรกับราคารถด้วย

แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายเครื่องก็มีหน้าที่แค่สกัดน้ำกาแฟ ถ้าผู้ที่ใช้งานไม่มีความเข้าใจแล้ว คุณสมบัติของเครื่องจะดีแค่ไหน ล้ำยุคมากเพียงใด ก็คงไม่เกิดประโยชย์สูงสุดอย่างที่ผู้ผลิต หรือคนที่ออกแบบ เครื่องชงกาแฟ ต้องการให้บาริสต้า หรือผู้ชงกาแฟ ได้สนุกและเพลิดเพลินกับกลิ่น และรสชาดของกาแฟที่มีมนต์เสน่ห์ได้อย่างไร้ขีดจำกัดแน่นอน

ที่มา : baristaclinic