10 วิธีดื่มชา เพื่อสุขภาพที่ดี

ชานั้นมีประโยชน์มากมาย เช่น เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการลดน้ำหนัก และอื่นๆ แต่ก็มีโทษเช่นกัน เช่น ผลกระทบจากการบริโภค คาเฟอีนที่มากเกินไป เพราะฉะนั้นเราควรระมัดระวังในการดื่ม ด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดี กับการดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรดของเรา มาดูกันค่ะว่า 10 วิธีดื่มชา เพื่อสุขภาพที่ดี นั้นมีอะไรบ้าง

ou

  1. ชาที่ดีต่อสุขภาพ คือชาที่ไม่ใส่น้ำตาล ซึ่งเราสามารถดื่มได้มากถึง 4-9 ถ้วยต่อวัน หรือใช้จิบแทนน้ำเปล่าได้ แต่หลัง 5 โมงเย็นไปแล้วควรงดดื่ม เพราะฤทธิ์กาเฟอีน จะไปกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว ส่งผลให้นอนไม่หลับได้
  2. ดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มเวลาไหนดี
    1. ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาร้อนๆ ชนิดใดก็ตาม ดื่มชาทันทีที่เพิ่งชงเสร็จร้อนๆ จะดีที่สุด หรือถ้าปล่อยไว้ ก็ไม่ควรปล่อยไว้นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง เนื่องจากใบชานั้นมีสารอาหารทางชีวภาพรวมแล้วมากกว่า 200 ชนิด และยังมีสารสำคัญอย่างคาเทชิน (Catechin) ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารที่มีฤทธิ์ช่วยดักจับอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีสารธีอะนิน (Theanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ทำงานสัมพันธ์กันกับเส้นประสาท เมื่อดื่มไปแล้วเราจึงรู้สึกผ่อนคลาย สงบนิ่งและสมองปลอดโปร่งมากขึ้น
    2. เมื่อปล่อยชาไว้นาน สารคาเทชินจะดักจับและเกิดการรวมตัวกับออกซิเจน โดยจะทำให้สีของน้ำชาเข้มขึ้น รสชาติฝาดมากขึ้น เนื่องจากมีกรดแทนนินสูง (Tannin) หากดื่มตอนที่มีรสฝาดแล้ว ก็จะส่งผลกระทบมายังกระเพาะอาหารและลำไส้ จะทำให้การดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพที่แย่ลง โดยเฉพาะการดูดซึมธาตุเหล็ก แคลเซียมและแมกนีเซียมนั่นเอง
  3. ดื่มชาหลังกินอาหาร 2-3 ชั่วโมง กระตุ้นการย่อยอาหารได้ดี
    1. การดื่มชาหลังจากกินอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมาภายในกระเพาะอาหารมากอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้การย่อยอาหารจำพวกวิตามินต่างๆ เป็นไปดีขึ้น (แต่สำหรับคนที่ชอบจิบชาแทนน้ำเปล่าและคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรหันมาจิบน้ำชาอ่อนจะดีกว่า เพราะชาแก่จะยิ่งทำให้การหลั่นกรดออกมามากขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในกระเพาะอาหารได้มากยิ่งขึ้น)
  4. ดื่มชาเขียว 2 ถ้วย ช่วยป้องกันอาการหลงลืม
    1. จากผลการศึกษาในผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียวทุกวันอย่างน้อย 2 ถ้วยพบว่า มีอาการสูญเสียความจำ และหลงลืมน้อยกว่าคนในวัยเดียวกัน สาเหตุเป็นเพราะกรดอะมิโนแอล-ธีอะนิน (L-theanine) ในใบชามีคุณสมบัติกระตุ้นคลื่นอัลฟ่าในสมอง ทำให้รู้สึกสงบ จิตใจไม่วอกแว่ก มีสมาธิ สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้ในระยะหนึ่ง โดยกรดอะมิโนชนิดนี้มีอยู่ในใบชาทุกชนิด แต่จะพบมากที่สุดในชาเขียว
  5. ชาชงร้อน 4 ถ้วยทุกวันบำรุงกระดูกและฟัน ด้วยสารไฟโตเคมีคอลในใบชาช่วยบำรุงกระดูกไม่ให้เปราะบางลง แนะนำว่าควรดื่มชาชงร้อนไม่ใส่น้ำตาลอย่างน้อย 4 ถ้วยต่อวัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
  6. การดื่มชาเขียว 5 แก้วทุกวันช่วยลดการสะสมไขมัน ด้วยสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติลดการสะสมไขมัน และยับยั้งการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย หากดื่ม 5 แก้วต่อวันก็สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีได้สูงถึง 70-80 แคลอรี
  7. ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากขบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเชียวต้องผ่านการต้มหรือทำให้ร้อน ในขบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อนบรรจุลงขวด ปริมาณสารสำคัญจะถูกทำลายไปเช่นกัน
  8. การดื่มชาไม่ว่าจะแบบร้อนหรือเย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมข้นหวาน นมสดหรือนมผง เพราะโปรตีนในน้ำนมจะไปจับเข้ากับสารสำคัญในใบชาและทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  9. ผู้ที่ทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาขณะทานยา เพราะสารสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ ทำให้ไม่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ ส่วนการดื่มน้ำชาขณะรับประทานอาหารนั้น แร่ธาตต่างๆ จากผักใบเขียวหรือผลไม้จะถูกสารสำคัญจับไว้ จนดูดซึมเข้าไปในร่างกายไม่ได้เหมือนกัน
  10. ใบชามี “สารเคเฟอีน” ในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำไป เพียงแต่การดื่มน้ำชานั้น สารแทนนินจะป้องกันหรือลดการดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจและสมองน้อยกว่ากาแฟมาก